Browse By

ศึก เมเจอร์ลีก ฟุตบอลอเมริกันที่ไม่ใช่แค่กีฬา

ศึก เมเจอร์ลีก หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ฟุตบอลในสหรัฐอเมริกาอาจยังถูกมองว่าเป็นเพียง “กีฬาทางเลือก” ที่ไม่อาจเทียบชั้นกับอเมริกันฟุตบอล เบสบอล หรือบาสเกตบอลได้ แต่วันนี้ภาพเหล่านั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ศึกเมเจอร์ลีก หรือ Major League Soccer ได้กลายเป็นลีกฟุตบอลที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เต็มไปด้วยสีสัน ความเข้มข้น และมิติใหม่ที่แตกต่างจากฟุตบอลยุโรปอย่างชัดเจน บทความนี้จะพาไปเจาะลึกศึกเมเจอร์ลีกแบบรอบด้าน ตั้งแต่ที่มา โครงสร้างลีก สไตล์การเล่น การแข่งขันในสนาม ไปจนถึงการวิเคราะห์อนาคตของ MLS ในโลกฟุตบอลยุคใหม่ บทนำ: ศึกเมเจอร์ลีก ไม่ได้มาเล่นๆ อีกต่อไป คำว่า “ศึกเมเจอร์ลีก” ในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงลีกที่เน้นความบันเทิงอย่างเดียวอีกแล้ว แต่คือการแข่งขันที่มีคุณภาพทางฟุตบอลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สโมสรมีการลงทุนจริงจัง นักเตะมีมาตรฐานดีขึ้น และแฟนบอลมีความผูกพันกับทีมอย่างชัดเจน MLS กลายเป็นลีกที่ทั่วโลกต้องหันมาจับตา ไม่ใช่เพราะชื่อเสียงของอดีตซูเปอร์สตาร์เพียงอย่างเดียว แต่เพราะโครงสร้างและทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน จุดเริ่มต้นของเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ MLS

อัล-อิตติฮัด เปิดใจล่า เมสซี แต่ถูกปฏิเสธ

ข่าวการเปิดเผยจาก อัล-อิตติฮัด ว่าเคยยื่นข้อเสนอเม็ดเงินระดับมหาศาลเพื่อดึงตัว ลิโอเนล เมสซี มาร่วมทีม แต่สุดท้ายกลับถูกปฏิเสธ กลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการฟุตบอลโลกอีกครั้ง เพราะนี่ไม่ใช่แค่ข่าวการย้ายทีมธรรมดา แต่คือเรื่องราวที่สะท้อนทั้งพลังของเงิน ความทะเยอทะยานของลีกซาอุดีอาระเบีย และการตัดสินใจเชิงคุณค่าของหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนัง บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์แบบรอบด้าน ตั้งแต่เบื้องหลังข้อเสนอ เหตุผลที่เมสซีเลือกปฏิเสธ ผลกระทบต่ออัล-อิตติฮัด และภาพรวมของฟุตบอลซาอุฯ ในระยะยาว บทนำ: เมื่อข่าวลือกลายเป็นความจริง ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชื่อของเมสซีมักถูกโยงกับลีกซาอุฯ อยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่เขาอำลาฟุตบอลยุโรป หลายสโมสรในตะวันออกกลางถูกมองว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพสูงจากพลังทางการเงิน แต่เมื่ออัล-อิตติฮัดออกมายอมรับอย่างเป็นทางการว่า เคยยื่นข้อเสนอจริง และเป็นข้อเสนอที่ “สูงมาก” เรื่องราวนี้จึงเปลี่ยนจากข่าวลือ เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของฟุตบอลยุคใหม่ทันที อัล-อิตติฮัด: ยักษ์ใหญ่แห่งซาอุดี โปร ลีก อัล-อิตติฮัด ไม่ใช่สโมสรธรรมดาในซาอุดีอาระเบีย แต่คือหนึ่งในทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุด มีฐานแฟนบอลเหนียวแน่น และเป็นตัวแทนของความยิ่งใหญ่ในเมืองเจดดาห์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สโมสรแห่งนี้เดินหน้าลงทุนอย่างจริงจัง ทั้งในด้านนักเตะระดับโลก โค้ช และโครงสร้างพื้นฐาน

เพลย์เมกเกอร์ หัวใจของเกมลูกหนัง ศิลปะแห่งการคุมจังหวะ

ในโลกของฟุตบอล หากกองหน้าคือผู้จบสกอร์ และกองหลังคือปราการด่านสุดท้าย ตำแหน่งที่ถูกขนานนามว่าเป็น “สมองของทีม” คงหนีไม่พ้น เพลย์เมกเกอร์ ผู้เล่นที่ทำหน้าที่เชื่อมทุกจังหวะในสนาม เปลี่ยนเกมธรรมดาให้กลายเป็นเกมที่มีชีวิตชีวา และเปลี่ยนโอกาสครึ่งเดียวให้กลายเป็นประตู บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักเพลย์เมกเกอร์อย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่นิยาม บทบาท พัฒนาการในฟุตบอลยุคใหม่ การวิเคราะห์เชิงแท็กติก ไปจนถึงผลกระทบที่ตำแหน่งนี้มีต่อชัยชนะ บทนำ: เพลย์เมกเกอร์ ไม่ใช่แค่คนจ่ายบอล หลายคนอาจเข้าใจว่า เพลย์เมกเกอร์ คือผู้เล่นที่ “จ่ายบอลเก่ง” แต่ในความเป็นจริง บทบาทนี้ลึกซึ้งกว่านั้นมาก เพลย์เมกเกอร์คือผู้กำหนดจังหวะเกม เป็นคนตัดสินใจว่าเมื่อไรควรเร่ง เมื่อไรควรชะลอ และเมื่อไรควรเสี่ยง ในฟุตบอลระดับสูง การตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีของเพลย์เมกเกอร์ สามารถเปลี่ยนรูปเกมได้ทันที นี่คือเหตุผลว่าทำไมตำแหน่งนี้จึงถูกยกให้เป็นหัวใจของทีมมาโดยตลอด เพลย์เมกเกอร์คือใคร และทำหน้าที่อะไร เพลย์เมกเกอร์ คือผู้เล่นที่มีหน้าที่หลักในการสร้างสรรค์เกมรุก เชื่อมแดนกลางกับแดนหน้า และเปิดพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีมมีโอกาสทำประตู หน้าที่สำคัญของเพลย์เมกเกอร์ ได้แก่ ตำแหน่งนี้ต้องการทั้งทักษะ เทคนิค วิสัยทัศน์ และความนิ่งทางจิตใจในระดับสูง

อาดิดาส ปะทะสองขั้ว Predator vs F50 ต้อนรับฤดูกาล 2026

เมื่อพูดถึงรองเท้าฟุตบอลระดับโลก ชื่อของ อาดิดาส คือหนึ่งในแบรนด์ที่แทบไม่มีใครมองข้าม และในฤดูกาล 2026 นี้ ได้จุดกระแสครั้งใหญ่อีกครั้ง ด้วยการดันสองตำนานแห่งรองเท้าฟุตบอลอย่าง Predator และ F50 กลับมาเผชิญหน้ากันอย่างเต็มรูปแบบ นี่ไม่ใช่แค่การเปิดตัวรองเท้ารุ่นใหม่ แต่คือ “สงครามแห่งสไตล์การเล่น” ที่สะท้อนปรัชญาฟุตบอลสองขั้ว—พลัง ความแม่นยำ ปะทะ ความเร็ว ความคล่องตัว บทความนี้จะพาคุณไปวิเคราะห์แบบลึกแต่เข้าใจง่าย ว่าทำไม Predator และ F50 ถึงถูกพูดถึงมากที่สุดในฤดูกาล 2026 และศึกครั้งนี้มีความหมายต่อวงการฟุตบอลอย่างไร บทนำ: รองเท้าฟุตบอลกับตัวตนของนักเตะ ในฟุตบอลสมัยใหม่ รองเท้าฟุตบอลไม่ใช่แค่อุปกรณ์ แต่คือ “ตัวตน” ของนักเตะ รองเท้าที่เลือกใส่มักบอกได้ทันทีว่า ผู้เล่นคนนั้นเป็นสายไหน—คุมเกม ยิงหนัก ลากเลื้อย หรือเน้นความเร็ว อาดิดาสเข้าใจจุดนี้อย่างลึกซึ้ง และการนำ Predator กับ

ราชันชุดขาว กับตัวตนที่ยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา

หากเอ่ยถึงคำว่า ราชันชุดขาว ภาพแรกที่แฟนบอลทั่วโลกนึกถึงย่อมหนีไม่พ้นสโมสรระดับตำนานอย่าง เรอัล มาดริด สโมสรที่ไม่ได้เป็นเพียงทีมฟุตบอลธรรมดา แต่คือสัญลักษณ์ของความสำเร็จ ความยิ่งใหญ่ และมาตรฐานสูงสุดของเกมลูกหนังตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา บทความนี้จะพาไปเจาะลึกตัวตนของราชันชุดขาว ตั้งแต่รากฐานทางประวัติศาสตร์ แนวคิดการทำทีม ปรัชญาฟุตบอล ไปจนถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันและทิศทางในอนาคต บทนำ: ราชันชุดขาว ไม่ใช่แค่ชื่อ แต่คืออัตลักษณ์ คำว่า “ราชันชุดขาว” ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสีเสื้อเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการกระทำ ความสำเร็จ และทัศนคติของสโมสรที่ไม่ยอมลดมาตรฐานให้กับใคร เรอัล มาดริด คือทีมที่ถูกคาดหวังให้ “ต้องชนะ” ในทุกการแข่งขัน ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใคร ไม่ว่าถ้วยรางวัลจะเล็กหรือใหญ่ ความคิดแบบนี้ฝังรากลึกอยู่ใน DNA ของสโมสร และเป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้ราชันชุดขาวยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของวงการฟุตบอลโลกมาอย่างยาวนาน รากฐานแห่งความยิ่งใหญ่ของเรอัล มาดริด ความสำเร็จของเรอัล มาดริด ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการวางรากฐานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่โครงสร้างสโมสร ระบบเยาวชน ไปจนถึงแนวคิดการบริหารที่ชัดเจน สโมสรแห่งนี้มีเป้าหมายเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยน

เรอัล มาดริด ปลด ชาบี อลอนโซ่ จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของราชันชุดขาว

การประกาศปลด ชาบี อลอนโซ่ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมของ เรอัล มาดริด ถือเป็นข่าวใหญ่ที่เขย่าวงการฟุตบอลสเปนและยุโรปอย่างแท้จริง แม้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายจะมองว่าเขาคือกุนซือรุ่นใหม่ที่ถูกวางตัวให้เป็นอนาคตของสโมสร แต่สุดท้ายการตัดสินใจอันเด็ดขาดจากบอร์ดบริหารก็เกิดขึ้นจริง พร้อมคำถามมากมายว่า “เกิดอะไรขึ้นกับราชันชุดขาว?” และ “นี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่?” บทนำ: การเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครคาดคิด เรอัล มาดริด เป็นสโมสรที่มีมาตรฐานความสำเร็จสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกฟุตบอล การเปลี่ยนผู้จัดการทีมจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การปลดชาบี อลอนโซ่—อดีตตำนานกองกลางของสโมสร—กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนมากเป็นพิเศษ เพราะเขาไม่ได้เป็นเพียงโค้ชธรรมดา หากแต่เป็น “คนของมาดริด” ที่เข้าใจ DNA ของทีมอย่างลึกซึ้ง อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลระดับสูงไม่ได้ตัดสินกันด้วยสายสัมพันธ์ แต่ตัดสินด้วยผลงานและทิศทางในอนาคต และนั่นคือจุดที่การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้น ภูมิหลังของชาบี อลอนโซ่ กับบทบาทผู้จัดการทีม ก่อนเข้ามารับตำแหน่งกับเรอัล มาดริด ชาบี อลอนโซ่ ถูกยกย่องว่าเป็นโค้ชรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีแนวคิดทันสมัย เขาเน้นฟุตบอลเชิงแท็กติก การครองบอล การเพรสซิ่งเป็นระบบ และการพัฒนานักเตะดาวรุ่งให้ผสมผสานกับแข้งระดับโลก ด้วยประสบการณ์ในฐานะนักเตะระดับแชมป์ ทั้งในสเปน

อโมริม ประกาศชัดไม่ทิ้งเก้าอี้กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ท่ามกลางกระแสข่าวลือและเสียงวิจารณ์ที่ถาโถมเข้ามาอย่างหนัก รูเบน อโมริม ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่าเขา ไม่มีความคิดลาออกจากตำแหน่งกุนซือของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่อย่างใด คำประกาศนี้ไม่เพียงเป็นการปิดประตูข่าวลือ แต่ยังสะท้อนถึงทัศนคติ ความเชื่อมั่น และวิสัยทัศน์ระยะยาวที่อโมริม มีต่อสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด บทวิเคราะห์นี้จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลัง การยืนหยัดของกุนซือหนุ่มรายนี้ พร้อมวิเคราะห์แท็กติก ระบบการเล่น และผลงานของนักเตะแมนยูแบบละเอียด เพื่อมองให้เห็นภาพรวมว่า “ปีศาจแดง” กำลังเดินไปในทิศทางใด แรงกดดันที่มาพร้อมเก้าอี้กุนซือแมนยู ตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือหนึ่งในเก้าอี้ที่ร้อนแรงที่สุดในโลกฟุตบอล ไม่ว่ากุนซือคนใดเข้ามารับหน้าที่ ล้วนต้องเผชิญกับ ความคาดหวังระดับสูงสุดจากแฟนบอล สื่อ และอดีตตำนานสโมสร อโมริมเองก็ไม่ต่างกัน แม้เขาจะได้รับการยกย่อง ว่าเป็นโค้ชรุ่นใหม่ไฟแรง มีแนวคิดฟุตบอลสมัยใหม่ และประสบความสำเร็จอย่างมากก่อนย้ายมาคุมทีม แต่เมื่อผลงานในสนามยังไม่สม่ำเสมอ เสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงจึงดังขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำยืนยันที่สะท้อนภาวะผู้นำ การออกมายืนยันว่าไม่ลาออกของอโมริม ไม่ใช่แค่คำพูดเพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่เป็นการส่งสารตรงไปยังนักเตะและแฟนบอลว่า เขายังเชื่อมั่นในกระบวนการทำทีมของตัวเอง กุนซือชาวโปรตุเกสย้ำเสมอว่า การเปลี่ยนแปลงแมนยูไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้น

ชาบี อลอนโซ แยกทาง เรอัล มาดริด

การตัดสินใจแยกทางกับ เรอัล มาดริด ของ ชาบี อลอนโซ กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงฟุตบอลยุโรปทันที ไม่ใช่เพียงเพราะชื่อเสียงของสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ยังรวมถึงตัวตนของอลอนโซเอง อดีตกองกลางระดับตำนานที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็น “DNA มาดริด” รุ่นใหม่บนม้านั่งสำรอง บทวิเคราะห์นี้จะพาไปเจาะลึกเหตุผลเบื้องหลังการแยกทาง ผลกระทบเชิงแท็กติก ไปจนถึงการประเมินนักเตะแต่ละตำแหน่งอย่างละเอียด เพื่อมองหาอนาคตของราชันชุดขาวในก้าวถัดไป บริบทก่อนการแยกทาง ความคาดหวังที่สูงกว่าผลลัพธ์ ก่อนหน้านี้ การเข้ามาของชาบี อลอนโซ ถูกมองว่าเป็นการเชื่อมต่ออดีตอันรุ่งเรืองกับอนาคตที่ทันสมัย เขานำแนวคิดฟุตบอลเชิงโครงสร้าง การครองบอลอย่างมีระบบ และการเพรสซิ่งแบบยืดหยุ่นเข้ามาปรับใช้ ทว่าในความเป็นจริง ความคาดหวังของเรอัล มาดริด ไม่ได้หยุดแค่ “ฟุตบอลสวยงาม” แต่ต้องควบคู่กับถ้วยแชมป์และความคงเส้นคงวาในเกมใหญ่ เมื่อผลงานในบางช่วงสะดุด การตกรอบที่ไม่ควรเกิด และความไม่ชัดเจนในบทบาทนักเตะบางราย จึงกลายเป็นแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เหตุผลเชิงโครงสร้าง มากกว่าแค่ผลการแข่งขัน การแยกทางครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องคะแนนหรืออันดับตาราง แต่เป็นเรื่องของทิศทางสโมสรในระยะยาว บอร์ดบริหารต้องการความชัดเจนด้านแท็กติกที่สอดคล้องกับทรัพยากรนักเตะระดับโลก ขณะที่อลอนโซยังอยู่ในช่วงทดลองและปรับจูน หลายเกมแสดงให้เห็นถึงความลังเลระหว่างระบบ 3-4-3

เจอร์เกน คล็อปป์ ตัดสินใจแล้วหรือยัง กับโอกาสกุนซือเรอัล มาดริด

ชื่อของ เจอร์เกน คล็อปป์ กลับมาเป็นประเด็นร้อนในโลกฟุตบอลอีกครั้ง เมื่อมีกระแสข่าวเชื่อมโยงเขากับตำแหน่งกุนซือของ เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งสเปน หลังจากที่คล็อปป์ประกาศพักจากงานคุมทีม และเปิดพื้นที่ให้สื่อและแฟนบอลตั้งคำถามว่า “ปลายทางถัดไป” ของหนึ่งในโค้ชที่ทรงอิทธิพลที่สุดยุคนี้จะเป็นที่ใด บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกมิติ ตั้งแต่จุดยืนที่แท้จริงของคล็อปป์ เหตุผลที่เรอัล มาดริดถูกโยงเข้ามา ความเหมาะสมเชิงแท็กติก ไปจนถึงการวิเคราะห์เชิงลึกว่า หากวันหนึ่งคล็อปป์รับงานคุมราชันชุดขาว นักเตะคนใดจะได้ประโยชน์สูงสุด และใครอาจต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ จุดยืนของคล็อปป์: “พัก” หรือ “รอจังหวะที่ใช่” หลังจากการทำงานอย่างเข้มข้นยาวนาน คล็อปป์แสดงจุดยืนชัดเจนว่าเขาต้องการพักจากความกดดันในเกมระดับสูง สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของความเหนื่อยล้าทางร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงภาระทางจิตใจ การบริหารนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ และความคาดหวังที่ต้องคว้าความสำเร็จทุกฤดูกาล อย่างไรก็ตาม การ “พัก” ของคล็อปป์ ไม่ได้หมายถึงการปิดประตูโอกาสทั้งหมด หากเป็นการรอข้อเสนอที่เหมาะสม ทั้งในแง่โปรเจกต์ โครงสร้างสโมสร และอิสระในการทำทีม ซึ่งเรอัล มาดริด คือหนึ่งในไม่กี่สโมสรของโลกที่มีองค์ประกอบครบถ้วนตามเงื่อนไขดังกล่าว ทำไมต้องเป็นเรอัล มาดริด

เบรนต์ฟอร์ด บุกสอนบอล เอฟเวอร์ตัน 4-2

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่สนามกูดิสัน พาร์ก ระหว่าง เอฟเวอร์ตัน และ เบรนต์ฟอร์ด จบลงด้วยชัยชนะสุดมันของทีมเยือน 4-2 ในเกมที่เต็มไปด้วยจังหวะเปลี่ยนเกม ความผิดพลาดรายบุคคล และความแตกต่างด้าน “ประสิทธิภาพในพื้นที่สุดท้าย” อย่างชัดเจน หากดูเพียงสกอร์อาจคิดว่าเป็นเกมเปิดแลกธรรมดา แต่ในเชิงลึก นี่คือแมตช์ที่สะท้อนตัวตนของทั้งสองทีมได้อย่างตรงไปตรงมา และเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ชัยชนะของเบรนต์ฟอร์ดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากการเตรียมทีมที่ดี วินัยแท็กติก และคุณภาพรายบุคคลในจังหวะสำคัญ ขณะที่เอฟเวอร์ตัน แม้จะยิงได้ถึงสองประตูในบ้านตัวเอง แต่กลับต้องตั้งคำถามหนักเกี่ยวกับเกมรับ ความต่อเนื่อง และสภาพจิตใจของทีมในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของฤดูกาล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ บริบทก่อนเกม: ความกดดันที่ต่างกัน ก่อนเกมนี้ เอฟเวอร์ตันต้องการแต้มอย่างยิ่งเพื่อขยับหนีโซนล่างของตาราง แฟนบอลคาดหวังเห็นทีมแสดงความแข็งแกร่งในบ้าน ขณะที่เบรนต์ฟอร์ดมาเยือนด้วยความมั่นใจจากฟอร์มที่สม่ำเสมอ เป้าหมายคือการเก็บแต้มจากทีมที่กำลังเปราะบาง ความกดดันจึงตกอยู่กับเจ้าบ้านมากกว่า และสิ่งนี้สะท้อนออกมาในหลายช่วงของเกม รูปเกมครึ่งแรก: เปิดแลกตั้งแต่นาทีแรก เอฟเวอร์ตันเปิดเกมด้วยความดุดัน พยายามใช้พลังจากแฟนบอลกดดันคู่แข่งเร็ว การเข้าบอลหนักและการโจมตีจากริมเส้นคืออาวุธหลัก อย่างไรก็ตาม